ไลฟ์บายดอกเตอร์พัฒน์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมสูตินรีเวช · ใบอนุญาตเลขที่ 10102004165

Hydrosalpinx (ท่อนำไข่บวมน้ำ)

ภาวะที่ท่อนำไข่อุดตันและมีของเหลวขังภายใน ส่งผลต่อโอกาสตั้งครรภ์และความสำเร็จของ IVF อย่างมีนัยสำคัญ — เขียนโดย นพ.พัฒน์ศมา วิจินศาสตร์วิจัย

Hydrosalpinx คืออะไร

Hydrosalpinx คือภาวะที่ท่อนำไข่ (fallopian tube) มีการอุดตันที่ปลาย fimbriae ทำให้ของเหลวสะสมอยู่ภายในท่อ ท่อจะขยายพองเหมือนถุงน้ำ (hydro = น้ำ, salpinx = ท่อ) อาจเป็นข้างเดียวหรือทั้งสองข้าง

50%
ลดโอกาส IVF สำเร็จหากไม่รักษา
2 เท่า
เพิ่มอัตราการแท้ง
30–40%
พบในผู้ป่วย tubal factor infertility

สาเหตุ

อาการ

ผู้ป่วยจำนวนมาก ไม่มีอาการใดๆ และตรวจพบเมื่อเข้ารับการประเมินภาวะมีบุตรยาก อาการที่อาจพบได้ ได้แก่:

Hydrosalpinx ส่งผลต่อการตั้งครรภ์อย่างไร

ประเด็นสำคัญ: ของเหลวใน hydrosalpinx เป็นพิษต่อตัวอ่อน (embryotoxic) และสามารถไหลย้อนเข้าโพรงมดลูก ทำให้ตัวอ่อนที่ถูกย้ายเข้ามาไม่สามารถฝังตัวได้ หรือถ้าฝังตัวได้ก็มีความเสี่ยงแท้งสูง

งานวิจัยหลายชิ้นยืนยันว่าผู้ป่วยที่มี hydrosalpinx โดยไม่ได้รับการรักษาก่อน จะมี:

การวินิจฉัย

ทางเลือกการรักษา

1. Salpingectomy (การผ่าตัดเอาท่อนำไข่ออก)

วิธีมาตรฐาน สำหรับผู้ที่วางแผนทำ IVF ผ่าตัดผ่านกล้อง (laparoscopic) เอาท่อที่บวมน้ำออก ยืนยันด้วยงานวิจัยว่าช่วยเพิ่มอัตราสำเร็จ IVF กลับมาใกล้เคียงกับคนไข้ปกติ ข้อดี: กำจัดต้นเหตุ ข้อเสีย: เสียท่อนำไข่ข้างนั้นอย่างถาวร

2. Tubal Occlusion (การอุดท่อนำไข่ที่โคน)

ใช้ในกรณีที่ผ่าตัดเอาท่อออกยาก (เช่น มีพังผืดมาก) จะอุดที่โคนท่อแทน เพื่อหยุดการไหลย้อนของของเหลวเข้าโพรงมดลูก

3. Salpingostomy (การเปิดปลายท่อ)

ใช้ในผู้ที่ต้องการรักษาท่อไว้เพื่อพยายามมีบุตรตามธรรมชาติ อัตราสำเร็จต่ำและมีความเสี่ยงตั้งครรภ์นอกมดลูกสูง

4. Ultrasound-guided Aspiration

ใช้เข็มดูดของเหลวออกจากท่อ ทำก่อนย้ายตัวอ่อน 1–2 วัน ข้อดี: ไม่ต้องผ่าตัด ข้อเสีย: ของเหลวมักจะกลับมาสะสมใหม่ในไม่กี่สัปดาห์

คำแนะนำจากงานวิจัยระดับ Cochrane: ผู้ที่มี hydrosalpinx และวางแผนทำ IVF ควรได้รับการผ่าตัดเอาท่อออก (salpingectomy) หรืออุดท่อ (tubal occlusion) ก่อนเริ่มกระตุ้นไข่ เพื่อเพิ่มโอกาสสำเร็จอย่างมีนัยสำคัญ

ควรรักษาก่อนหรือระหว่าง IVF ดี

โดยทั่วไปแนะนำให้ผ่าตัดก่อนเริ่มรอบ IVF เพื่อ:

* เนื้อหานี้จัดทำเพื่อเผยแพร่ความรู้ทั่วไป การวินิจฉัยและรักษาต้องประเมินเป็นรายบุคคลโดยแพทย์เฉพาะทาง

LINE WA